การปลูกผมเป็นการแก้ไขปัญหาผมร่วงและผมบางที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยมีเทคนิคการปลูกผมหลายแบบให้เลือก ซึ่งหากถามว่า ปลูกผม ดีที่สุด คือแบบไหนต้องขอบอกเลยว่าแต่ละเทคนิคมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป
ในบทความนี้พวกเรา Cosmoprime Clinic จะพาคุณไปรู้จักกับการปลูกผมแบบ FUE (Follicular Unit Extraction) และ DHI (Direct Hair Implantation) รวมถึงการเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละแบบ เพื่อช่วยคุณในการตัดสินใจเลือกวิธีที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
FUE และ DHI ปลูกผมวิธีไหนดี
การเลือกเทคนิค การปลูกผม ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ก็ต้องมองถึงผู้รักษาเป็นรักด้วยว่า ตอนที่จะรักการรักษาหรือปลูกผม ลักษณะผมตอนนั้นเป็นแบบไหน เดียวพวกเราจะพาคุณไปดูถึง ข้อดีข้อจำกัดของแต่ละวิธีจะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น โดยเอาเทคนิคการปลูกผม 2 แบบ เขามาเกี่ยวข้องคือ FUE และ DHI เป็นสองเทคนิคที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน
ทำความรู้จักการปลูกผมแบบ FUE

การปลูกผมแบบ FUE (Follicular Unit Extraction) เป็นการย้ายเส้นผมทีละหน่วยจากบริเวณที่มีผมหนาเช่นบริเวณหลังหัวมาปลูกในบริเวณที่มีผมบางหรือศีรษะล้านเช่นด้านหน้า หรือ ด้านบนเป็นต้น เทคนิคนี้ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ เป็นการปลูกผมถาวร ที่ไร้รอยแผลเป็นแนวยาว ฟื้นตัวรวดเร็วและมีรอยแผลน้อย
ข้อดีของการปลูกผมแบบ FUE
- ไม่มีแผลเป็นใหญ่ FUE ไม่ต้องผ่าตัดหรือเย็บแผล รอยแผลมีขนาดเล็กมาก
- ฟื้นตัวเร็ว การปลูกผมแบบ FUE ทำให้คนไข้ที่ปลูกผมไป สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติอย่างรวดเร็ว
- ดูเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้จากการปลูกผมแบบ FUE ทำให้ผมใหม่ที่ขึ้นมาดูเป็นธรรมชาติ
ข้อจำกัดของการปลูกผมแบบ FUE
- เวลาและความละเอียด การปลูกผมแบบ FUE ต้องใช้เวลาและความละเอียดสูงในการย้ายเส้นผมทีละกราฟผม กราฟผมคืออะไร?
- ความเสี่ยงในการสูญเสียเส้นผม หากผู้ที่ปลูกไม่ความไม่ชำนาญ มีโอกาสที่จะตัดรากผมในขณะที่เจาะ และเมื่อนำไปปลูกจะไม่สามารถเจริญเติบโต และทำให้ผลลัพธ์บางลงได้
ปลูกผม FUE เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ศีรษะล้าน หัวเถิก ไม่มีเซลล์รากผมเหลืออยู่ ตรงด้านหน้า หรือ ด้านบนแล้ว
ทำความรู้จักการปลูกผมแบบ DHI

การปลูกผมแบบ DHI ถือเป็นเทคนิคที่ได้รับการพัฒนาต่อมาจาก ปลูกผม FUE โดยการปลูกผมจะไม่ต้องทำการเจาะรูเพื่อนำกราฟผมลงไป แต่จะใช้เครื่องมือ ปากกาปักกราฟผม (Implanter pen) ในการปักลงแทน ย้ายเส้นผมจากบริเวณที่มีผมหนามาปลูกในบริเวณที่มีผมบาง หรือ ล้าน เทคนิคนี้เพิ่มความแม่นยำได้มากขึ้น
ข้อดีของการปลูกผมแบบ DHI
- มีความแม่นยำสูง การใช้ ปากกาปักกราฟผม (Implanter pen) ทำให้การปลูกผมมีความแม่นยำสูง และ ไม่เสี่ยงในการทำลายผมที่อยู่รอบข้าง
- การฟื้นตัวเร็ว การปลูกผมแบบ DHI ทำให้ผู้ป่วยกลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้รวดเร็วเหมือน FUE หรือในบางเคสอาจพักฟื้นสั้นกว่า
- ความเป็นธรรมชาติ ปลูกผมแบบ DHI ทำให้ผมดูเป็นธรรมชาติและมีความละเอียดสูง
- ใช้เวลาทำน้อยกว่า การปลูกผมแบบ DHI ลดขั้นตอนในการเจาะรูเพื่อปลูกผม ดังนั้น เวลาและขั้นตอนในการทำนั้นจึงลดลง
- อัตราการอยู่รอดของกราฟมากขึ้น เนื่องจากกราฟจะบาดเจ็บน้อยกว่าในขั้นตอนการนำกราฟลงไปในหนังศีรษะ
ข้อจำกัดของการปลูกผมแบบ DHI
- ค่าใช้จ่ายสูง เนื่องด้วยการปลูกผมแบบ DHI ต้องใช้เครื่องมือเพิ่ม จึงอาจมีราคาที่ตามมาสูงกว่า
- ความซับซ้อนของเทคนิค การปลูกผมแบบ DHI ต้องการแพทย์ผู้ที่มีประสบการณ์ ในการใช้เครื่องมือ Implanter pen รวมถึงทีมงานที่มีประสบการณ์ในการนำกราฟผมเข้าไปสู่ implanter pen
ปลูกผม DHI เหมาะกับใคร: เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการปลูกผม
ข้อสรุป FUE VS DHI
|
ข้อแตกต่าง |
FUE |
DHI |
|
ระยะเวลาเห็นผล 100% |
ผมใหม่ขึ้นเต็ม 100% ในช่วง 1-2 ปี แล้วแต่บุคคล |
ผมใหม่ขึ้นเต็ม 100% ในช่วง 1-2ปี แล้วแต่บุคคล |
|
อุปกรณ์ที่ใช้ |
คีมปลายแหลม (forceps) |
ปากกาปักกราฟผม (Implanter pen) |
|
ข้อดี |
ไม่มีแผลเป็นที่ใหญ่บริเวณด้านหลัง ปลูกผมได้หลายบริเวณ |
พักฟื้นสั้นกว่า อัตราการอยู่รอดของกราฟมากกว่า |
|
ข้อจำกัด |
เซลล์รากผมอาจมีการบอบช้ำจากคีมปลายแหลม |
มีราคาที่แพงจากอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นมา |
|
เหมาะกับใคร |
ผู้มีปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน หน้าผากสูง |
ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการปลูกผม |
|
ราคา |
89,990 บาท เหมา 2,500 กราฟ (กราฟถัดไป 30 บาท/กราฟ) |
149,990 บาท เหมา 2,000 กราฟ |
การเลือกเทคนิคการปลูกผมขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพผมของผู้ป่วยแต่ละคน หากคุณต้องการการปลูกผมที่มีแผลเล็กที่สุด ฟื้นตัวเร็ว ใช้เวลาทำไม่นาน การปลูกผมแบบ DHI จะเหมาะกับคุณ
ส่วนการปลูกผมแบบ FUE เหมาะกับคนที่มีปัญหาผมร่วงหัวเถิก มีระยะเวลาในการทำนานกว่า และ ใช้เวลาในการฟื้นตัวนานกว่า ทางที่ดีที่สุดหากคุณอยากทราบว่า ปลูกผม ดีที่สุด แบบไหนเหมาะกับคุณ แนะนำให้ลองเข้าไปปรึกษาแพทย์ดูก่อนที่จะตัดสินใจทำ
ปลูกผม ดีที่สุด Cosmoprime Clinic
หากคุณกำลังมองหาคลินิกปลูกผมที่มีคุณภาพและมีแพทย์ผู้มีประสบการณ์ Cosmo Clinic เป็นตัวเลือกชั้นยอดสำหรับคุณ ปลูกผม ดีที่สุด ด้วยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผมแบบ FUE หรือ DHI ที่ Cosmo Clinic สามารถให้บริการคุณได้ทั้งสอบแบบ ปรึกษาเป็นรายเคสทุกเคส พร้อมติดตามอาการหลังเข้ารักษาอย่างต่อเนื่อง
ทำความรู้จักการปลูกผมแบบ FUE

การปลูกผมแบบ FUE (Follicular Unit Extraction) เป็นการย้ายเส้นผมทีละหน่วยจากบริเวณที่มีผมหนาเช่นบริเวณหลังหัวมาปลูกในบริเวณที่มีผมบางหรือศีรษะล้านเช่นด้านหน้า หรือ ด้านบนเป็นต้น เทคนิคนี้ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ เป็นการปลูกผมถาวร ที่ไร้รอยแผลเป็นแนวยาว ฟื้นตัวรวดเร็วและมีรอยแผลน้อย
ข้อดีของการปลูกผมแบบ FUE
- ไม่มีแผลเป็นใหญ่ FUE ไม่ต้องผ่าตัดหรือเย็บแผล รอยแผลมีขนาดเล็กมาก
- ฟื้นตัวเร็ว การปลูกผมแบบ FUE ทำให้คนไข้ที่ปลูกผมไป สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติอย่างรวดเร็ว
- ดูเป็นธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้จากการปลูกผมแบบ FUE ทำให้ผมใหม่ที่ขึ้นมาดูเป็นธรรมชาติ
ข้อจำกัดของการปลูกผมแบบ FUE
- เวลาและความละเอียด การปลูกผมแบบ FUE ต้องใช้เวลาและความละเอียดสูงในการย้ายเส้นผมทีละกราฟผม กราฟผมคืออะไร?
- ความเสี่ยงในการสูญเสียเส้นผม หากผู้ที่ปลูกไม่ความไม่ชำนาญ มีโอกาสที่จะตัดรากผมในขณะที่เจาะ และเมื่อนำไปปลูกจะไม่สามารถเจริญเติบโต และทำให้ผลลัพธ์บางลงได้
ปลูกผม FUE เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ศีรษะล้าน หัวเถิก ไม่มีเซลล์รากผมเหลืออยู่ ตรงด้านหน้า หรือ ด้านบนแล้ว
ทำความรู้จักการปลูกผมแบบ DHI

การปลูกผมแบบ DHI ถือเป็นเทคนิคที่ได้รับการพัฒนาต่อมาจาก ปลูกผม FUE โดยการปลูกผมจะไม่ต้องทำการเจาะรูเพื่อนำกราฟผมลงไป แต่จะใช้เครื่องมือ ปากกาปักกราฟผม (Implanter pen) ในการปักลงแทน ย้ายเส้นผมจากบริเวณที่มีผมหนามาปลูกในบริเวณที่มีผมบาง หรือ ล้าน เทคนิคนี้เพิ่มความแม่นยำได้มากขึ้น
ข้อดีของการปลูกผมแบบ DHI
- มีความแม่นยำสูง การใช้ ปากกาปักกราฟผม (Implanter pen) ทำให้การปลูกผมมีความแม่นยำสูง และ ไม่เสี่ยงในการทำลายผมที่อยู่รอบข้าง
- การฟื้นตัวเร็ว การปลูกผมแบบ DHI ทำให้ผู้ป่วยกลับไปทำกิจกรรมประจำวันได้รวดเร็วเหมือน FUE หรือในบางเคสอาจพักฟื้นสั้นกว่า
- ความเป็นธรรมชาติ ปลูกผมแบบ DHI ทำให้ผมดูเป็นธรรมชาติและมีความละเอียดสูง
- ใช้เวลาทำน้อยกว่า การปลูกผมแบบ DHI ลดขั้นตอนในการเจาะรูเพื่อปลูกผม ดังนั้น เวลาและขั้นตอนในการทำนั้นจึงลดลง
- อัตราการอยู่รอดของกราฟมากขึ้น เนื่องจากกราฟจะบาดเจ็บน้อยกว่าในขั้นตอนการนำกราฟลงไปในหนังศีรษะ
ข้อจำกัดของการปลูกผมแบบ DHI
- ค่าใช้จ่ายสูง เนื่องด้วยการปลูกผมแบบ DHI ต้องใช้เครื่องมือเพิ่ม จึงอาจมีราคาที่ตามมาสูงกว่า
- ความซับซ้อนของเทคนิค การปลูกผมแบบ DHI ต้องการแพทย์ผู้ที่มีประสบการณ์ ในการใช้เครื่องมือ Implanter pen รวมถึงทีมงานที่มีประสบการณ์ในการนำกราฟผมเข้าไปสู่ implanter pen
ปลูกผม DHI เหมาะกับใคร: เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการปลูกผม
ข้อสรุป FUE VS DHI
|
ข้อแตกต่าง |
FUE |
DHI |
|
ระยะเวลาเห็นผล 100% |
ผมใหม่ขึ้นเต็ม 100% ในช่วง 1-2 ปี แล้วแต่บุคคล |
ผมใหม่ขึ้นเต็ม 100% ในช่วง 1-2ปี แล้วแต่บุคคล |
|
อุปกรณ์ที่ใช้ |
คีมปลายแหลม (forceps) |
ปากกาปักกราฟผม (Implanter pen) |
|
ข้อดี |
ไม่มีแผลเป็นที่ใหญ่บริเวณด้านหลัง ปลูกผมได้หลายบริเวณ |
พักฟื้นสั้นกว่า อัตราการอยู่รอดของกราฟมากกว่า |
|
ข้อจำกัด |
เซลล์รากผมอาจมีการบอบช้ำจากคีมปลายแหลม |
มีราคาที่แพงจากอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นมา |
|
เหมาะกับใคร |
ผู้มีปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน หน้าผากสูง |
ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการปลูกผม |
|
ราคา |
89,990 บาท เหมา 2,500 กราฟ (กราฟถัดไป 30 บาท/กราฟ) |
149,990 บาท เหมา 2,000 กราฟ |
การเลือกเทคนิคการปลูกผมขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพผมของผู้ป่วยแต่ละคน หากคุณต้องการการปลูกผมที่มีแผลเล็กที่สุด ฟื้นตัวเร็ว ใช้เวลาทำไม่นาน การปลูกผมแบบ DHI จะเหมาะกับคุณ
ส่วนการปลูกผมแบบ FUE เหมาะกับคนที่มีปัญหาผมร่วงหัวเถิก มีระยะเวลาในการทำนานกว่า และ ใช้เวลาในการฟื้นตัวนานกว่า ทางที่ดีที่สุดหากคุณอยากทราบว่า ปลูกผม ดีที่สุด แบบไหนเหมาะกับคุณ แนะนำให้ลองเข้าไปปรึกษาแพทย์ดูก่อนที่จะตัดสินใจทำ
ปลูกผม ดีที่สุด Cosmoprime Clinic
หากคุณกำลังมองหาคลินิกปลูกผมที่มีคุณภาพและมีแพทย์ผู้มีประสบการณ์ Cosmo Clinic เป็นตัวเลือกชั้นยอดสำหรับคุณ ปลูกผม ดีที่สุด ด้วยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผมแบบ FUE หรือ DHI ที่ Cosmo Clinic สามารถให้บริการคุณได้ทั้งสอบแบบ ปรึกษาเป็นรายเคสทุกเคส พร้อมติดตามอาการหลังเข้ารักษาอย่างต่อเนื่อง
นพ. ปฐมภพ คุณกิตติ (หมอดิว) Pathompob Khunkitti, MD.ประวัติคุณหมอ
เป็นแพทย์ด้าน การปลูกผม (Hair Transplant) สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นสมาชิกของ International Society of Hair Restoration Surgery (ISHRS) มีประสบการณ์ปลูกผม มีความรู้ด้านกายวิภาคหนังศีรษะและการออกแบบแนวไรผม พร้อมได้รับความไว้วางใจจากคนไข้จำนวนมาก
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปลูกผม FUE VS DHI
ปลูกผมแบบ FUE และ DHI มีความแตกต่างกันอย่างไร?
การปลูกผมทั้งสองแบบใช้เทคนิคการเจาะย้ายรากผมออกมาทีละกอเหมือนกัน แต่จุดต่างสำคัญอยู่ที่ขั้นตอนการนำกราฟต์ผมกลับไปปลูก เทคนิค FUE แพทย์จะต้องเจาะเปิดช่องแผลที่หนังศีรษะก่อนแล้วจึงใช้คีมคีบรากผมใส่ลงไป ในขณะที่เทคนิค DHI จะใช้เครื่องมือพิเศษที่เรียกว่า Choi Implanter Pen ซึ่งสามารถปักรากผมลงสู่หนังศีรษะ ลดการบอบช้ำของรากผม และสามารถควบคุมทิศทางตลอดจนความหนาแน่นของเส้นผมได้
แบบไหนใช้เวลาพักฟื้นเร็วกว่าและทิ้งรอยแผลเป็นน้อยกว่า?
หากเปรียบเทียบเรื่องการพักฟื้น เทคนิค DHI จะได้เปรียบกว่าเล็กน้อย เนื่องจากใช้อุปกรณ์หัวเข็มขนาดเล็กมากในการปักกราฟต์ผมลงไปโดยตรงโดยไม่ต้องกรีดเปิดแผลก่อน ทำให้แผลบริเวณที่ปลูกมีขนาดเล็กมาก เลือดออกน้อย และลดอัตราการอักเสบได้ ผู้ป่วยจึงใช้เวลาพักฟื้นสั้นกว่า ส่วนเทคนิค FUE แม้จะไม่มีแผลเป็นทางยาวเหมือนการผ่าตัดแบบเก่า (FUT) แต่การเปิดช่องแผลก่อนปลูกอาจทำให้มีรอยแดงหรือสะเก็ดแผลชัดเจนกว่าในช่วงสัปดาห์แรก
สรุปแล้วควรเลือกปลูกผมด้วยเทคนิค FUE หรือ DHI ดี?
การเลือกเทคนิคที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัญหาเส้นผม งบประมาณ และการประเมินของแพทย์ หากคุณมีพื้นที่ศีรษะล้านกว้างมากและต้องการปลูกผมจำนวนหลายพันกราฟต์ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่าย เทคนิค FUE จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่หากคุณต้องการเน้นความหนาแน่นสูงบริเวณแนวไรผมด้านหน้า ต้องการให้ทิศทางผมดูเป็นธรรมชาติแบบเส้นต่อเส้น และมีงบประมาณเพียงพอ เทคนิค DHI จะให้ผลลัพธ์ที่ละเอียดอ่อนกว่า ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพเส้นผมก่อนตัดสินใจเสมอ


